โนะเป็นคนนึงที่ชอบท่านจุกจิก ขนมกรอบ ๆ ถุง ๆ หล่ะ ชอบม๊ากกกกก และมีปัญหาน้ำหนักเกิน เคยเป็นผู้หญิงไซส์เอสมาก่อน (ไม่เชื่อ ช่ายม๊า หุหุ) แต่ด้วยความเอนจอยกับการรับทานอาหารคาวเป็นอย่างมาก น้ำหนักจากที่อยู่ 40 ปลาย ๆ เป็น 50 ปลาย ๆ เมื่อต้นปีที่แล้วหนักถึง 60 ต้น ๆ เลยทีเดียว แต่ทำยังไงได้ ก็คนมันชอบกินอ่า เคยตัดใจแล้วว่า คนอ้วน ๆ น่ารัก ๆ ก็มี ไม่ต้องลดหรอก (หลอกตัวเอง) แต่ด้วยเพราะเป็นคนตัวเล็กมาแต่เกิดพอน้ำหนักมันเยอะมาก ๆ ขา มันก็จะรับไม่ไหว รู้สึกปวดเข่าเวลาเดิน ก็เลยตัดสินใจ เอาว่ะ ลดเป็นลด แต่จะด้วยวิธีใดเล่า กินยาเหรอ ไม่เอาดีกว่า กลัวโย่โย่ เพราะเคยมาแล้ว

จำได้ว่าตอนวัยละอ่อน ตอนที่เรียนมหาลัย ก็ไม่ได้เป็นคนอ้วนเลย น้ำหนักอยู่ที่ 45 - 47 กก. เท่านั้น แต่ด้วยความที่แฟชั่นช่วงนั้นคือต้องผอม เอาเลยค่ะ โนะไปหาหมอตามเพื่อน อยากกินยาบ้าง (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะค่ะ อย่าลอกเลียนแบบ)  น้ำหนักลดลงดั่งใจหวัง ตอนนั้นโนะหนักเพียง 42 กก. เท่านั้นค่ะ เดินแล้วจะปลิว ผอมสุด ๆ แต่ไม่ดีหรอกค่ะดูแล้วไม่แข็งแรง เอาแบบพอดี พอดี ๆ กว่าค่ะ

เอาหล่ะ ที่นี่เรามาดูกันสูตรที่เค้าว่ากันว่า สมเด็จพระเทพฯ ท่านพระราชทานให้นั้นเป็นอย่างไร

ก่อนการเริ่มปฏิบัติสูตรนี้ ก่อนอ่าหารต้องดื่มน้ำอย่างน้อย 2 แก้ว งดน้ำตาล น้ำมันหมู และของทอดทุกชนิด

วันที่ 1
เช้า - น้ำผลไม้คั้น หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน - ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น - สลัดผัก

วันที่ 2
เช้า - น้ำผลไม้คั้น หรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน - ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น - โยเกิร์ต 1 ถ้วย

วันที่ 3
เช้า - กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน - เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม (เนื้อ, หมู)
เย็น - สับปะรด 1 ชิ้น

วันที่ 4
เช้า - น้ำผลไม้คั้น หรือ กาแฟและขนมปัง 1 แผ่น
กลางวัน - สลัดผักและไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น - โยเกิร์ต 1 ถ้วย

วันที่ 5
เช้า - น้ำผลไม้คั้น หรือ กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน - ส้มตำและไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น - สลัดผัก

วันที่ 6
เช้า - น้ำผลไม้คั้น หรือ กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน - ปลานึ่ง หรือ ปลาเผาไม่จำกัด
เย็น - นมสด 1 แก้ว

วันที่ 7
เช้า - ข้าว 1 ทัพพี และเนื้อ 1 ชิ้น หรือไข่ต้ม 1 ฟอง
กลางวัน - เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม (เนื้อ, หมู)
เย็น - สับปะรด 1 ชิ้น

หลังจาก 7 วัน ทานได้ตามปกติน้ำหนักไม่ขึ้น หากทำตามสูตรและทานน้ำเปล่าเยอะๆ  

โนะเริ่มวันแรกวันที่ 6 เม.ย. 52 เป็นวันจักรี วันหยุดค่ะ ไม่ต้องทำงาน เช้ามาก็ตามสูตรเลย วันแรกมาก็กินน้อยมั่ก ๆ โนะพยายามนอนเก็บแรงไว้ (ก็วันหยุดทั่งที หุหุ) 

เช้าวันที่ 2 ตื่นมาเริ่มรู้สึกหวิว ๆ ก็ต้องนอกสูตรกันแล้วค่ะ เพราะงานเข้า รีบชกน้ำหวาน กระดกเข้าไป 2 แก้ว ก่อนไปทำงาน ถึงที่ทำงาน ก็กลัวอาการกำเริบ ก็เทโอวัลตินเย็นมาอีก 1 แก้วโต  วันที่ 2 เนี่ยจะรู้สึกแย่หน่อยช่วงเที่ยง พอบ่าย ๆ เริ่มรู้สึกสดชื่น แล้ววันต่อ ๆ ไปก็ไม่เป็นไรแล้วค่ะ

โนะค่อนข้างเคร่งครัดตามสูตร ระหว่างมื้อก็จะดื่มแต่น้ำ น้ำหนักค่อย ๆ ลดวันละ 5 ขีด บ้าง 6-7 ขีดบ้าง ต้องทำใจค่ะ

สูตรนี้เค้าว่ากันว่าสามารถลดน้ำหนัก 9 กก. ได้ภายใน 7 วัน แต่จากประสบการณ์ของโนะ หลังจากทำสูตรนี้น้ำหนักโนะจาก 58 กก.  55.6 กก. ลงไป 2 โลกว่า  ระยะเวลาแค่ 7 วันอาจน้อยไปสำหรับการที่จะให้น้ำหนักลงเยอะ ๆ ลองคิดดูสิค่ะว่าตอนที่เราทำให้ตัวเราเองอ้วนยังใช้เวลา แม้ว่าจะใช้เวลาน้อยกว่าให้มันลดก็ตาม เฮ้อออออ

ไม่เป็นไรค่ะ อย่าท้อค่อย ๆ ลดกันไป ที่สำคัญคือใจค่ะ ต้องอดทน ต้องใจแข็ง เวลาที่เห็นของที่ชอบ ต้องตัดใจ เราจะตามใจปากอย่างเคยไม่ได้ คราวนี้โนะมุ่งมั่นมาก ว่าจะต้องลดให้ได้ 8 กก. ตอนนี้เหลืออีก 6 กก. เท่านั้น

ทุกครั้งที่จะกินอะไรเข้าไปโนะก็จะคิดถึงเวลาที่เราต้องลดน้ำหนักตามสูตร รู้สึกทรมานที่คนอื่นเค้าทานไปปกติ แต่เราต้องทานตามสูตรเพื่อให้น้ำหนักลด ความรู้สึกที่ตั้งหน้าตั้งตารอวันพรุ่งนี้ว่าพรุ่งนี้เราจะได้กินเกาเหลา   พรุ่งนี้ได้กินสลัด     พรุ่งนี้ได้ส้มตำแล้ว ประมาณนี้เลยค่ะ  ในความรู้สึกมันทรมานนะค่ะ    เพราะฉะนั้นถ้าทำได้ตามเป้าหมายแล้ว ต้องควบคุมให้น้ำหนักมันคงที่ ทำยังไงหล่ะ แนะนำวิธีที่เพื่อนโนะ  แอ้ แนะนำค่ะ นั่นคือ นับแคลอรี่ที่เรากินไปต่อวัน ถ้าเรากินได้ไม่เกินที่เราสามารถจะกินได้นั่น เราก็จะไม่อ้วน

วันจันทร์ที่จะถึงนี้ โนะจะลองสูตรเจ็ดวันอีก แต่อาหารจะต่างจากสูตรพระราชทานนี้ค่ะ ได้ผลยังไงแล้วจะมาแจ้งนะค่ะ

เอ้า สาว ๆ สู้ ๆๆ

 yano

ขนหัวลุกบนเตียง

posted on 30 Mar 2009 17:37 by sofar-sogood

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ของโนะเองค่ะ ไม่ได้ปั้นแต่งแต่อย่างใด เด็ก ๆ เวลาปิดเทอมแม่จะพาไปอยู่บ้านคุณยาย ก็เป็นบ้านที่อยู่ในหมู่บ้าน แต่ถัดจากหมู่บ้านไปเป็นสวนค่ะ ถัดจากสวนเป็นวัด  โนะเป็นคนกลัวผีแต่เด็กเลยค่ะ แต่ชอบดูหนังผี  ชอบฟัง  อ่านเรื่องผี  ก๊วนเพื่อนโนะ ก็จะไปหาซื้อหนังสือผี มานั่งล้อมวงอ่านกันตอนเย็น ๆ ค่ำ ๆ มีอยู่ครั้งนึงจำได้แม่นเลย ในขณะที่เล่าเรื่องผีกันอยู่ ไฟก็ดับพรืบ  กรี๊ดกันลั่นบ้าน คนที่เล่าเรื่องผีอยู่วางหนังสือลง แล้วทุกคนก็เพ่น กลับบ้านใครบ้านมัน

 

"อ๊ากกกกกกกกกกก กรี๊ดดดดดดดดดดด หนีกลับบ้านไปกันหมด แล้วฉันหล่ะ จะหนีไปไหน ก็นี่มันบ้านฉัน

" วิ่งขึ้นบันได "ตึ้ง...ตึง....ตึ้ง" คุณยาย คุณยาย ไฟดับ ไฟดับ

 

เข้าไปหาคุณยายในห้องคลุมโปงเบียดข้าง ๆ คุณยาย เวลาดึก ๆ ถ้าปวดฉิ้งฉ่องไม่มีทางเลยที่จะลุกไปคนเดียวก็ต้องเรียกคุณยาย ไม่ก็พี่เลี้ยงไปเป็นเพื่อน เพราะ ใกล้ ๆ ห้องน้ำจะมีหน้าต่าง ตอนกลางคืนมองออกไปทางหน้าต่างก็จะเห็นแต่ความมืด 

 

วันดีคืนดี ได้ยินเสียงโหยหวนมาก ๆ มากจนขนลุก ผ่านเข้ามาทางหน้าต่างนั้น  โนะเองคิดว่าเป็นเสียงของอะไรที่เค้าสูง ๆ สูงกว่าต้นไม้  เสียงวี้ดดดดแบบเจ็บปวด ทรมาน รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานจากเสียงของเค้า แต่ไม่กล้าจะถามว่ามีใครได้ยินมั๊ย เพราะคุณยายเคยบอกไว้ว่าห้ามทัก

 

เรื่องขนหัวลุกของโนะมันเริ่มต้นจาก ที่ ๆ โนะทำกิจกรรมรับน้อง ป.โท กับที่คณะ   ต้องเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดที่โนะไม่คิดจะเยี่ยงกายเค้าไปอีก บอกตามตรงว่ากลัวค่ะ

 

ตอนไปเรานั่งรถโค้ช 2 ชั้นของมหาลัยไป โนะนั่งอยู่ชั้น 2 ฝั่งขวาติดริมกระจก ระหว่างทางดูวิวไปพราง คุยกับเพื่อนไปพราง จนถึงเขตจังหวัดมุ่งหมาย เชื่อมั๊ยค่ะว่าตลอดทางไม่คิดที่หันมาดูวิวข้างซ้ายเลยเพราะตัวเองนั่งอยู่ขวา แล้วจู่ ๆ นึกยังไงไม่รู้ หันมาทางซ้าย หันมาแล้วถึงกับต้องชะงักกับสิ่งที่เห็น สิ่งนั้นคือสุสานของคิดว่าเป็นทหารชาวต่างชาติที่มาทำสงครามโลกครั้งที่ 2 กันที่นี่

 

สุสานเรียงรายยาวไปช่วงหนึ่งของถนน ทันทีที่รู้สึกตัว โนะรีบสะบัดหน้ากลับมาข้างขวาแล้วสวดมนต์ในใจ แล้วคิดว่าคงไม่มีอะไร

 

ไปถึงโรงแรม ทำกิจกรรมเสร็จสรรพก็กลับเข้าห้องพัก ก่อนนอนสวดมนต์ค่ะ เวลามานอนพักต่างที่ต่างทางต้องสวดมนต์ขอเจ้าที่เจ้าทางก่อนจะนอนทุกครั้ง แต่กลับกันเวลาอยู่บ้านไม่เคยทำค่ะ คืนนั้นเป็นคืนวันเสาร์และเป็นคืนเดียวที่เราจะพักที่นั้นกัน หลับสนิทค่ะ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น รุ่งขึ้นวันอาทิตย์แพ็คของกลับบ้าน ออกเดินทางหลังจากทานข้าวเที่ยงกันเสร็จ มีจอดแวะซื้อของระหว่างทางด้วย กลับถึงบ้านประมาณทุ่มกว่า ๆ เห็นจะได้   ด้วยความที่นั่งรถมานาน รู้สึกเหนื่อย ๆ ก็กะว่าอาบน้ำเสร็จก็จะเข้านอนเลย

 

ขณะที่สะลึมสะลืออยู่นั้นก็รู้สึกว่าปลายเตียงมัน ยวบ ๆ "ยวบ....ยวบ....ยวบ" เป็นครึ่งวงกลมจากช่วงน่องซ้ายไปปลายเท้าจนมาถึงน่องขวา เหมือนย่ำวนด้วยเท้าหลาย ๆ เท้า พร้อม ๆ กัน โนะเป็นคนที่ตื่นง่ายค่ะ เสียง หรืออะไรนิดหน่อยก็จะรู้สึกแล้ว ๆ เรานอนคนเดียว ปิดล็อคห้องมิดชิด แล้วอะไรหล่ะ ที่ย่ำอยู่บนที่นอน แต่ยังคิดว่าตัวเองเหนื่อยมากจนฝันอะไรไปเรื่อย ก็ไม่ได้คิดอะไร รุ่งเช้าวันจันทร์ก็ไปทำงานตามปกติ เย็นกลับมาบ้านอาบน้ำเข้านอน เวลานอนโนะจะเอาแขน 2 ข้างพาดหมอนหนุนหัวไว้ค่ะ หลับไปได้แป๊บนึง รู้สึกเหมือนมีอะไรมาถูกแขน 2 ข้างของเรา ลูบขึ้น ลูบลง จนทนไม่ได้ต้องชักแขน 2 ข้างลงใต้ผ้าห่ม ตาอยากจะลืม แต่ลืมไม่ขึ้น ช่างเหอะ  นอนต่อดีกว่า เตียงก็ยัง ยวบ....ยวบ...ยวบ

ยวบ....ยวบ.....ยวบ

 

คืนที่ 3-4 ก็ยังคงเป็นแบบเดิม แต่คืนที่ 4 รู้สึกเหมือนที่อะไรมาทับที่หน้าอก ขยับตัวไม่ได้ บทสวดมนต์งัดขึ้นมาหมดเท่าที่จะนึกได้ตอนนั้น แต่ทำยังไงก็ไม่หาย ก็เอาว่าะตั้งใจอีกทีสวดมนต์ใหม่ ก็หายไปค่ะ ตื่นมาด้วยความนอนไม่เต็มทีมาหลายคืนติดกัน โกรธก็โกรธ ตัดสินใจเล่าให้แม่ฟัง

โนะ:   "แม่หนูมีอะไรจะเล่าให้ฟัง ตอนกลางคืนรู้สึกเหมือนมีใครมาย่ำบนที่นอน   แล้วก็มาลูบแขน  แล้วที่แรงที่สุดคือทับที่หน้าอก ขยับตัวไม่ได้"
แม่:    มองหน้า แล้วเงียบไปแป๊บนึง
โนะ:   คิดในใจ ตรูจะโดนว่า ๆ ไร้สาระมั๊ยเนี่ย
แม่:   ...อืม ตอนเรากับพ่อไปทำงาน แม่อยู่บ้าน แม่ก็ได้ยินเหมือนคนเดินอยู่ข้างบน
โนะ:   ว๊ากกกกกกกกกกกก ฉันไม่ได้คิดไปเอง มันมีอะไรอยู่ในห้องนอนฉันจริง ๆ 
           เอ่อ...หนูไปทำงานแล้วนะ ออกไปแบบอึ้ง ๆ 

 

พอไปถึงที่ทำงาน ด้วยความที่งานยุ่งก็ลืมเรื่องที่คุยกับแม่ เที่ยงแม่โทรมาหาแล้วพูดขึ้นกึ่งฉุนเฉียวว่า "ฉันไม่ให้เธอไปต่างจังหวัดแล้วนะ เนี่ยเค้าตามกลับมาตั้ง.....5"

โนะ:   ห๊า....อะไรนะแม่ แล้วแม่รู้ได้ไง
แม่:    ก็ฉันไปถามคนที่เค้ามีสัมผัสติดต่อกับวิญญาณได้มานะสิ เอารูปหนู กับน้องไปในเค้าดู    
ยังไม่ทันได้พูดอะไร เค้าก็ชี้ไปที่รูปหนูแล้วบอกว่า "เนี่ยไปต่างจังหวัดมาใช่มั๊ย เค้าตาม   กลับมานะ 1...2...3....4......5 แน่ะ"

มีลักษณะเป็นชายหญิงใส่ชุดโบราณ (ไม่ยักกะใช่ทหารอย่างที่คิดไว้) แม่ก็มีถามเค้าเหมือน กันนะว่า     ตามเข้ามาในบ้านได้ยังไงเจ้าที่ไม่เห็นเหรอ (แม้ว่าที่บ้านโนะไม่ได้ตั้งศาล แต่เชื่อว่าทุกทีต้องมีเจ้าที่     เจ้าทางค่ะ) เค้าบอกว่าสามารถเข้ามาพร้อมเราได้ถ้าเวลานั้นจิตของเราอ่อนแอ หรือที่เค้าเรียกกันว่าจิตตก


โนะ:  เหรอ.....แล้วเค้าบอกหรือป่าวว่าให้ทำยังไงอ่ะแม่
แม่:   บอกสิ เค้าบอกให้ไปทำสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลให้พวกเค้า ในถังสังฆทานต้องใส่พระเงิน    พระทองลงไปด้วย
โนะ:  อือ ๆ ไว้วันเสาร์ค่อยไปทำบุญนะ เดี๋ยวไปทำงานก่อนนะ บรื๋ออออ

 

วันนั้นกลับมาถึงบ้าน รู้อยู่ว่ามีอะไรคอยเราอยู่ที่บ้าน ความรู้สึกกลัวผีที่เคยมีมันหายไปค่ะ กลับมากล้าอย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนนอนมีพูดก่อนว่า "อย่ากวนนะ จะนอน" แต่ไม่เป็นผลค่ะ ก็ยังคงมาย่ำเหมือนเดิม คราวนี้โนะเอาบ้างค่ะ ย่ำใช่มั๊ย โนะเอาเท้า 2 ข้างตีกับที่นอนข้าง พรางพูดว่าอย่ากวน ๆ จะนอน    ชิ.......เอาสิ เป็นแบบนี้อยู่แป๊บนึงถึงจะได้นอน  มีอยู่วันนึงเกิดลองวิธีที่ตอนเด็ก ๆ อ่านในหนังสือว่า ถ้าอยากเห็นผีให้ไปยืนหน้าวัด ตอนหลังเที่ยงคืน แล้วให้ก้มลงมองผ่านหว่างขา แล้วจะเห็น  ก็ลองทำในห้องดู แต่ใจยังไม่กล้าพอที่จะทำหลังเที่ยงคืน และไม่กล้าปิดไฟ  ก็จะก้มลง ก็ทำใจแป๊บนึง คิดว่าถ้าก้มไปมองแล้วเห็นหน้าเค้ามาจ่ออยู่ใกล้ ๆ จะทำยังไง เอาว่ะ เป็นไงเป็นกัน 1....2.....3   ก้มลง มองรอดขา ................................ไม่เห็นอะไรค่ะ  เฮ้ออออออออออออออ โล่งอกไปที   ผู้ติดตามทั้ง 5 ยังคงพลัดกับย่ำบนที่นอนทุกคืนจนกระทั่งคืนสุดท้ายก่อนจะไปทำบุญ คืนนั้นหลับสนิท ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

รุ่งเช้าวันเสาร์ไปทำบุญที่วัดกับแม่  หลังจากถวายสังฆทานเสร็จก็กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลเรียบร้อย ก็รู้สึกสบายใจค่ะ คิดว่าเค้าคงจะได้ส่วนกุศลที่เราทำให้ ๆ เค้าได้ไปสู่สุขติ

 

 

แม่ยังคงตามผลที่ไปทำบุญโดยการไปหาคนที่มีสัมผัสสื่อสารกับวิญญาณได้ ไปถามเค้าว่า ที่เค้าตามลูกสาวมา ไปกันหมดหรือยัง เค้ายิ้มบอกแม่ว่าไปแล้ว 4 ยังเหลือข้างหลังเราอีก 1 เค้าบอกว่าเค้าขออยู่ด้วย แล้วเค้าจะช่วยดูน้องให้ แม่บอกว่าอยู่ได้แต่ห้ามแกล้งน้อง เค้าก็รับปากและขอให้แม่หาตุ๊กตาให้เค้า 1 ตัวเพื่อที่เค้าจะได้อยู่ในนั้น ทันทีที่ออกจากบ้านของคนที่สื่อสารกับวิญญาณได้ แม่ก็รีบโทรมาบอกโนะ แล้วบอกให้โนะไปหาซื้อตุ๊กตามา


พอเลิกงานก็ไปเดินหาซื้อเลยค่ะ เอาตุ๊กตาอะไรดีนะ อ่อ แม่บอกว่าเค้าเป็นผู้ชายงั้นเเอาตุ๊กตาที่เป็นผู้ชายหล่ะกัน เดินไปตรงที่มีขายบาร์บี้ ที่หยิบมาไม่รู้ใช่เคนหรือป่าว แต่เลือกมาแบบ หล่อ คม เข้ม ที่สุด หุหุ  ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนได้เพื่อนใหม่ค่ะ เพราะน้องสาวไปเรียนต่างประเทศหลายปี ไม่ได้คิดว่าเลี้ยงผี เสี้ยงสางอะไรนะค่ะ คิดว่าก็ดี จะได้อยู่เป็นเพื่อนกัน เหอ เหอ

 

หลังจากนั้นมาก็ไม่มีอะไรแปลก ๆ อีกเลย จนวันนึงโนะนอนตะแคงข้างหันไปทางซ้าย หลับ ๆ อยู่ รู้สึกเหมือนโดยกระชากตัว   จากที่นอนอยู่ตรงกลางเตียงถูกลากมาทางขวาของเตียง หวืบบบบบบบ   โนะกระเด้งตัวขึ้นมาจากเตียงด้วยความตกใจ ประกอบกับความกลัวสุดขีด ลุกขึ้นมาหยิบพระที่วางอยู่บนหิ้งพระ มากำไว้ในมือ แล้วก็สวดมนต์ พยายามข่มตาให้หลับ หลังจากคืนนั้นก่อนนอนทุกคืนต้องสวดมนต์ อธิฐานขอให้ไม่มีอะไรมากวนเวลานอนอีก

 

นอกจากนั้นเวลาออกไปนอกบ้านแล้วกลับเข้าบ้าน เราไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรตามเรามาบ้าง โนะจะไหว้เจ้าที่ก่อนเข้าบ้านแล้วบอกว่าไม่อนุญาตให้ใครที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเข้าบ้านเด็ดขาด  ต้องกันไว้ก่อนค่ะ

เรื่องแบบนี้ใครไม่เจอกับตัวคงไม่เชื่อ แต่ที่สำคัญไม่เชื่อ อย่าลบลู่นะค่ะ
 yano

แก๊งต้มตุ๋นคืนภาษี

posted on 24 Mar 2009 14:18 by sofar-sogood

เพิ่งเจอกับตัวสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อบ่ายโมงนี้เอง ทั้ง ๆ ที่ดูข่าว แล้วก็คิดอยู่ว่าเรารู้แล้ว เราคงไม่หลงกลพวกมัน พอดีเมื่อตอนเที่ยงกินเยอะไปหน่อย ก็เลยพักสายตาซะหน่อย บ่ายโมงลืมตามาจะทำงาน ก็งัวเงีย ๆ โทรฯมือถึอดังขึ้น โชว์ว่า Unknown เราก็รับ พอรับมันก็เป็นเสียงอัตโนมัติว่า "นี่คือกรมสรรพากร ท่านได้เงินภาษีคืน วันนี้เป็นวันสุดท้าย ติดต่อเจ้าหน้าที่กด 9 ฟังซ้ำกด 1" (เนียนเชียวเมิง)

 

เราก็กด 9 สิ เจ้าหน้าที่จอมปลอมมันก็รับโทรฯ แล้วเริ่มถามชื่อ เลขบัตรประชาชน และที่อยู่ ต่อมาก็โอนสายให้เราคุยกับคนที่มันเรียกว่าเจ้าหน้าที่แผนกบัญชี

 

"สวัสดี ผมชื่อ สุธี คุณได้รับเงินคืนภาษีจำนวน 12,804 บาท วันนี้เป็นวันสุดท้าย คุณสะดวกมารับมั๊ย ถ้าไม่สะดวก เอาเบอร์บัญชีมา"

 

เดชะบุญ เพื่อนนั่งอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเราสนทนาเกี่ยวกับคืนภาษี เห็นเรากำลังจะหาเลขบัญชี่ให้มัน ก็ทักว่าเนี่ยตามข่าวเลยนะ โดนแก๊งต้มตุ๋นหลอกแล้ว ทันได้นั้น เราก็สะดุด แล้วก็คิดว่าเออ ใช่ เราเองก็ดูข่าว แล้วทำไมถึงยังให้มันหลอกได้อีก อารมณ์เสีย

 

เราเลยบอก คนที่อ้างตัวว่าชื่อสุธี ไปว่า ไม่ได้เอาสมุดบัญชีมา เดี๋ยวจะติดต่อกลับ มันบอกว่า บัตรเอทีเอ็ม ไม่มีเหรอ แค่เอาบัตรใส่ตู้ไป มันก็โชว์เลขบัญชีแล้ว (ไอ้ฟาย มีที่ไหน) ยิ่งคุยยิ่งจับผิดได้เรื่อย ๆ แล้วเราก็วางหูไป

 

หลังจากนั้นก็โทรไป 191 เลย บอกว่าเมื่อกี้มีไอ้แก๊งต้มตุ๋นโทรมาหลอกลวง ตำรวจถามว่าได้ให้ข้อมูลอะไรมันไปบ้าง ก็บอกว่าแค่ชื่อ ที่อยู่ เลขที่บัตร ที่กังวลคือถ้ามันรู้เลขที่บัตรมันเอาไปทำอะไรได้มั๊ย ตำรวจบอกว่า เบื่องต้นยังไม่เสียหาย แต่ถ้าไม่สบายใจให้โทรไปที่แบงก์

 

อยากให้เพื่อน ๆ ระวังตัวกันไว้นะค่ะ สมัยนี้ผู้ร้ายชุกชุมมาก หาเงินกันโดยไม่สุจริตด้วยหลากหลายวิธี ขนาดเราที่คิดว่าระวังตัวดีแล้ว (แต่ยังไม่ดีพอ) ยังเกือบตกเป็นเหยื่อพวกมันเลย

 

คุณตำรวจช่วยจับพวกมันไปให้หมดทีเถอะค่า คนที่เค้าทำมาหาได้อย่างสุจริต กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท ต้องมาเสียเงินให้ไอ้พวกเลวพวกนี้ให้มันเอาเงินไปง่าย ๆ สบาย ๆ ขอให้เวรกรรมตามพวกมันทันวันนี้พรุ่งนี้เลย ไปใช้กรรมให้คุกซะ สาธุ ๆ