Chiang Mai - DEC 08

posted on 20 Mar 2009 11:26 by sofar-sogood
ตอนเด็ก ๆ เคยเข็ดขยาดกับการไปเที่ยวเชียงใหม่ เพราะว่าพ่อขับรถเอง แต่คนเดินทางไม่ใช่แค่เรา 4 คนพ่อแม่ลูก แต่มีลูกน้องพ่อร่วมเดินทางไปด้วย เดี๋ยวต้องแวะรับคนโน้นทีคนนี้ที เฮ้อออ  จำได้ขึ้นใจเลยว่าพ่อใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ จนถึงเชียงใหม่ ร่วม 16 ชม. หรืออาจมากกว่านั้น เป็นการเดินทางที่ทรมานมาก เป็นเวลาร่วม 10 ปีมาแล้ว ที่ไม่เคยคิดจะเยี่ยงกายไปเชียงใหม่อีกเลย 

จนกระทั่งปีนี้ที่กรุงเทพฯ ได้สัมผัสกับอากาศเย็น ๆ ร่วมเดือน แต่ก็ยังเย็นไม่สะใจ บวกกับกระแสเพื่อน ๆ ไปเชียงใหม่กัน เพราะฉะนั้น ไม่ได้หล่ะ เราต้องตามกระแส อิ..อิ ไม่ใช่ ก็ทำงานมาหนักตลอดปีก็อยากพักผ่อนในที่ ๆ มีธรรมชาติสวย ๆ อากาศดี ๆ ก็จะเป็นที่ไหนไปได้หล่ะค่ะ ถ้าไม่ใช่เชียงใหม่

ไป-กลับ โดยเครื่องบิน ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม. ออกเดินทางเวลา 19.45 ถึงเชียงใหม่ 20.30 โดยประมาณ

 

ท่องเที่ยวันแรกที่ปางช้างแม่ตะมาน มาดูความสามารถ ความน่ารัก ของช้างไทยค่ะ ดูไปก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ บางคนอาจไม่คิดว่าช้างทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ เค้าทำได้จริง ๆ ความฉลาดก็ไม่ต่างไปจากสัตว์ตัวเล็กที่พวกเรานิยมนำมาเลี้ยงเลยค่ะ

ซุ้มนี้ขายภาพที่ช้างวาด ช้างวาดจริง ๆ นะ

ดูผลงานศิลปะวาดโดยช้างค่ะ เราเองยังวาดไม่ได้ขนาดนี้เลย เก่งจริง ๆ ค่ะ

อ้าปากโชว์ อะ อ่า

อ่ะ อ่ะ อ้ำ  กินกล้วยได้ทั้งหวีเลยค่ะ

นี่ ๆ เค้าก็ยืน 2 ขาได้นะ

ชมบรรยากาศรอบ ๆ ปางช้าง โดยนั่งช้างนี่หล่ะค่ะ คุณเอ๋ยยย ได้นั่งช้างชราค่ะ เดินไปโยกไป เวลาเค้าเดินลงแม่น้ำเนี่ย เกร็งไปหมดเลยค่ะ กลัวจะตกลงไป แต่เค้าก็พาเราชมวิวได้อย่างปลอดภัยค่ะ รูปข้างล่างนี้ควานช้างถ่ายค่ะ ถ่ายเก่งนะเนี่ย

นั่งช้างเสร็จก็มานั่งเกวียน พาไปที่มีเพิงมีสาวชาวเขาขายของที่ระทึก เอ๊ย ระลึกอยู่ค่ะ

นั่งเกวียนเสร็จก็มาทานกลางวัน  เสร็จสรรพแล้วก็ล่องแพค่ะ

วันที่ 2 ไปสวนพฤกษศาสตร์ ตื่นตาตื่นใจกับไม้ดอก ไม้ประดับสีสันสดใส มีฝนพร่ำ ๆ ทั้งวันเลย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเที่ยวชมธรรมชาติค่ะ สิ่งแรกที่ทำตอนลงจากรถคือสูดอากาศบริสุทธิ์ที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ ทั้งอากาศดี และบรรยากาศดี บวกกับความสวยงามของดอกไม้นานาพันธุ์ มันทำให้รู้สึกดีมาก ๆ สดชื่นมาก เวลาเห็นธรรมชาติที่สวยงามแบบนี้ ไม่อยากกลับกรุงเทพฯเลยค่ะ

ถ่ายรูปดอกไม้เพลิน เวลาล่วงเลยไป 4 โมงกว่า แต่ก็ยังมีเวลาแวะไปราชพฤกษ์ ประทับใจมาก เสียดายมีเวลาอยู่ได้แค่แป๊บเดียว เพราะว่าเค้าเปิดให้ชมได้ถึงแค่ 6 โมงเย็นเท่านั้น ตอนแรกคิดว่าสวนพฤกษศาสตร์นี่ทำให้ตื่นตาตื่นใจแล้ว แต่พอมาเจอราชพฤกษ์เนี่ย ตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่า ชอบมาก ๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเที่ยวที่นี่อีก จะใช้เวลากับที่นี่ทั้งวันเช้ายันเย็นเลยที่เดียว 

 

วันที่ 3 ไปดอยสุเทพฯ ระหว่างทางก็แวะสักการะครูบาศรีวิชัย แล้วก็มุ่งหน้าขึ้นบนดอยกันเลย ทางขึ้นคดเคี้ยวมาก ถ้าขับรถไปเอง ไม่ชำนาญทางคงลำบากหน่อยค่ะ  ผ่านถนนเดินรถคดเคี้ยวมาแหล่ะ ลงรถเราก็เดินขึ้นบันไดกันเลย ไม่เหนื่อยเท่าไรค่ะแค่ 300 ขั้นเองค่ะ (แฮ่ก ๆ)  ถึงดอยสุเทพฯปุ๊บก็มุ่งหน้าไปไหว้พระธาตุก่อนเลยค่ะ ดูภาพเลยหล่ะกันนะค่ะ

พระธาตุตอนที่ไปนี้กำลังบูรณะอยู่ค่ะ ดูสีทองอร่ามของพระธาตุช่างตัดกับสีท้องฟ้า ดูแล้วสวยมาก ๆ เลยนะค่ะ ว่าม่ะ

 

วิวสวยมาก ๆ พอมองวิวแล้วก็สูดหายใจลึก ๆ ค่ะ เก็บอากาศดี ๆ ให้เต็มปอด เฮ้อออ ชื่นใจ

ลงจากดอยสุเทพ ก็มุ่งหน้าไปอาบน้ำพุร้อนสันกำแพงค่ะ ที่นั่นมีทั้งบ่อเดียว บ่อรวม หรือจะแบบแค่เอาเท้าลงไปแช่ก็ได้นะค่ะ จะอยู่ทางด้านนอก แต่สิ่งที่เห็นแล้วรู้สึกแย่มากก็คือ มีผู้ชายไร้สามัญสำนึกคนนึง กำลังเอาเท้าแช่น้ำอย่างสบายใจ ในขณะเดียวกันสูบบุหรี่ไปด้วย สูบไปพรางเขี่ยขี้บุหรี่ลงไปในน้ำพราง ไม่ได้คิดถึงคนอื่นที่เสียเงินเข้าไปใช้บริการ แต่ต้องเอาเท้าไปแช่ในน้ำพุร้อนผสมขี้บุหรี่ ไม่ได้ต่อต้านคนสูบบุหรี่นะค่ะ เพียงแค่รู้สึกว่าคนนี้ ๆ ทำไม่ถูกกาละเทศะ และไม่นึกถึงคนรอบข้างเท่านั้น ไม่บ่นแหล่ะ ไปดูรูปดีกว่าค่ะ

 

กลับจากแช่น้ำพุร้อน ก็กลับเข้าบ้านพัก คืนนั้นปิ้งบาบีคิวกินกันสนุกสนาน วันรุ่งขึ้นก่อนไปสนามบินก็แวะไปซื้อของฝากที่ร้านมนัสนันท์  ได้แค๊ปหมูพร้อมมัน (หุหุ) มาฝากเพื่อน ๆ หลายถุงอยู่ ซื้อเยอะจนทำให้เกือบต้องเสียเงินค่าโหลดของเพิ่มอีก 500 กว่าบาท โอ๊ยยยย อะไรกันเนี่ย ของฝากทุกอย่างที่ร้านมนัสนันท์แพ็คใส่กล่องมาให้เรียบร้อย ต้องรื้อออกจากกล่องแล้วเอาใส่ถุงหิ้วขึ้นเครื่องค่ะ ขากลับคลุกคลักนิดหน่อย แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี 

กลับถึงกรุงเทพฯ บ่าย ๆ ของวันที่ 27 ธ.ค. 08 วันจันทร์ทำงานอีกหนึ่งวันแล้ววันที่ 29 ธ.ค. 08 ก็ล่องใต้ต่อเลย หุหุ 

 yano

Comment

Comment:

Tweet